สรุปการปรับ ขึ้น-ลง สาขา ดิวิชั่น 4/2560 คลิ๊ก (03/10/2560)

 

เรื่องดีๆที่นำมาฝากกัน 30 เรื่องท้าทาย ที่น่าลองทำในแต่ละวัน คลิ๊ก 15 ปุ่มลัดบนคีย์บอร์ด เพิ่มความไวในการใช้คอมพ์ คลิ๊ก การตรวจสุขภาพการนอนหลับ (sleep test) คลิ๊ก ทำงานเกินเวลาเพิ่มอัตราเสี่ยงโรคหัวใจ คลิ๊ก ไม่ใช่แค่อาหารทำ“คอเลสเตอรอล”พุ่ง!! คลิ๊ก ระวัง! เสพติดยา(สามัญประจำบ้าน) คลิ๊ก

 การเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์

ปัจจุบันอุปกรณ์และส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์มีมากมายหลายชนิดในท้องตลาด การตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์แต่ละอย่างให้เหมาะสมกับการใช้งาน และอยู่ในวงเงินที่จำกัดเป็นสิ่งที่ยาก จุดประสงค์ของการเสนอบทความต่อไปนี้ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ในที่นี้จะขอเลือกเฉพาะอุปกรณ์หรือส่วนประกอบหลักๆของ พีซี คอมพิวเตอร์ โดยจะอธิบายถึงการทำงานและคุณสมบัติในเบื้องต้น ซึ่งคิดว่าคงช่วยให้แผนกจัดซื้อซึ่งไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์เหล่านี้ตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องจักรกลที่มีความสลับซับซ้อน อีกทั้งส่วนประกอบมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน เมื่อต้องการซื้อคอมพิวเตอร์สักชุด คุณควรจะรู้จักส่วนประกอบเหล่านี้โดยเข้าใจในฟังก์ชั่นการทำงาน ซึ่งจะได้กล่าวถึงส่วนประกอบพื้นฐาน และคุณสมบัติสำคัญตามลำดับต่อไป

CPU
RAM
Cache
Motherboard
Case
Hard Drive
Floopy Disk Drive
CD ROM Drive
DVD ROM
Keyboard
Mouse
Scanner
Monitor
Video Card
Printer
Modem


CPU

CPU หรือ Central Processing Unit เปรียบเสมือนมันสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถควบคุม การทำงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในคอมพิวเตอร์ CPU มีมากมายหลายชนิดและมีความเร็วหลายๆ ระดับ Intel, VIA และ AMD เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ 3 ราย โดยมี Intel เป็นผู้นำตลาด และ AMD สามารถพัฒนาความสามารถของ CPU ให้ใกล้เคียงได้ในปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้ง 2 รายได้พัฒนา เทคโนโลยีใหม่ๆ แข่งขันกันตลอดเวลาเพื่อเป็นผู้นำในด้านความเร็ว การเลือกซื้ออย่างคุ้มค่าที่สุดจึงควรเลือก CPU ซึ่งตามหลังเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดอยู่หนึ่งระดับ สินค้าออกใหม่ ย่อมหมายถึง ราคาซึ่งสูงตามไปด้วย เมื่อสินค้าใหม่ออกมา สินค้ารุ่นก่อนหน้านั้นย่อมราคาถูกลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามไม่ควรเลือกรุ่นที่ล้าหลังอยู่สองระดับ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเปลงเร็วมาก สินค้าเหล่านี้จะตกรุ่นในเวลาอันรวดเร็ว

PROCESSOR TYPE

เนื่องจากชนิดของ CPU มีมากมาย และเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ตรงส่วนนี้จะกล่าวถึงชนิดต่างๆ ของ CPU ซึ่งจะไล่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

386 และ 486 เป็น CPU รุ่นเก่าล้าสมัย สามารถใช้งานกับ โปรแกรม เก่าๆ ได้เท่านั้น ปัจจุบันไม่มี ปรากฏในตลาดแล้ว เนื่องจากการทำงานที่ช้า ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เลยในปัจจุบัน

Intel Pentium, AMD K6 และ Cyrix 686 เป็นเทคโนโลยีรุ่นต่อมา ซึ่งพอจะใช้งานได้กับโปรแกรมในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม โปรแกรม รวมทั้งระบบปฏิบัติการได้ถูกพัฒนาความสามารถให้สูงขึ้น CPU รุ่นเหล่านี้จึงตกรุ่นเพราะไม่สามารถรองรับการทำงานกับโปรแกรมใหม่ในความเร็วที่น่าพอใจ MMX ก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อเพิ่มความสามารถทางด้านมัลติมีเดีย ปัจจุบัน CPU รุ่นเหล่านี้มีขายเฉพาะในตลาดสินค้าเก่ามือสอง

Intel Celeron, Intel Pentium II และ AMD K6-II เป็นเทคโนโลยีรุ่นตามหลังอยู่หนึ่งระดับแต่มีความคุ้มค่า สามารถใช้งานกับ software ส่วนมากได้ จึงเป็น CPU รุ่นต่ำสุดที่สามารถซื้อมาใช้งานได้

Intel Pentium III, Intel Celeron II, AMD Athlon, AMD Thunderbird และ AMD Duron เป็น CPU รุ่นล่าสุดที่มีวางขายในท้องตลาด CPU เหล่านี้มีความเร็วและความสามารถสูงสุด ซึ่งย่อมหมายถึงราคาที่สูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามการเลือกซื้อ CPU ชนิดนี้ในรุ่นต่ำ ๆ ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะจะได้สินค้าในราคาที่ถูกลงมาก

PROCESSOR SPEED

ความเร็วของชิพจะถูกกำหนดเป็นตัวเลขตามหลังชื่อรุ่น เช่น Pentium III 500 จะมีความเร็วที่ 500 MHz (MHz ย่อมาจาก Megahertz) พิจารณาง่ายๆ โดยดูจากตัวเลข รุ่นที่มี Megahertz สูงกว่า จะให้ประสิทธิภาพในการรันโปรแกรมเร็วกว่า ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ชิพมีความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มี CPU ความเร็วสูงๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และ CPU ความเร็วต่ำกว่าก็ค่อย ๆ หาย และตกรุ่นไปในที่สุด

 

RAM

MEMORY) RAM หรือ Random Access Memory ซึ่งเรียกว่า หน่วยความจำ โดยมีหน่วยวัดเป็น Megahertz เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับสอง เมื่อต้องตัดสินใจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สักชุดหนึ่ง คอมพิวเตอร์ได้ใช้ RAMในการสำรองข้อมูลชั่วคราว โดยข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาจะเก็บอยู่ใน RAM และคอมพิวเตอร์สามารถเรียกใช้ได้ สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับ RAM คือขนาดและชนิด ยิ่งมีขนาดมากเท่าไร ย่อมทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ได้ดีและเร็วตามไปด้วยเท่านั้น โดยหน่วยความจำต่ำสุดที่สามารถใช้งานได้อยู่ที่ 32 MB การพัฒนาของโปรแกรมและระบบปฎิบัติการทำให้ระบบต้องการหน่วยความจำสูงขึ้น โดยมี 64 MB เป็นมาตรฐาน และคาดว่าคงจะไปยืนอยู่ที่ระดับ 128 MB ในอนาคต ชนิดของหน่วยความจำก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณา โดยชนิดของหน่วยความจำจะสัมพันธ์กับเมนบอร์ด โดยในปัจจุบันจะใช้หน่วยความจำเป็น SDRAM ซึ่งมี 168 พิน ในขณะที่ EDO ซึ่งมี 72 พิน ได้หยุดสายการผลิต และหาซื้อได้ยากในท้องตลาดเพราะใช้ได้กับเครื่องรุ่นเก่าๆ เท่านั้น Bus Speed ก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องคำนึง ยิ่ง Bus มีความเร็วสูง CPU ก็สามารถติดต่อสื่อสารกับส่วนอื่นๆ ได้เร็วตามไปด้วย โดยปัจจุบันมีความเร็ว Bus ตั้งแต่ 66, 100, 133 MHz

 

CACHE

Cache เป็นหน่วยความจำประเภทหนึ่ง มีคุณสมบัติคล้ายกับ RAM Cache ช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูลระหว่าง RAM กับ CPU โดยมีขนาดมาตรฐานอยู่ที่ 256 และ 512 KB โดย SPEED ของ Cache จะมีความเร็วเท่า CPU เมื่อ L2 Cache ประกอบอยู่บนแผ่นซิลิคอนเดียวกันกับ CPU (on die) ได้แก่ Pentium III รุ่น Coppermine

 

MOTHERBOARD

เป็นแผงวงจรเชื่อมต่ออุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ CPU, RAM, Chipset และ cache ทุกอย่างได้ถูกติดดั้งเป็นส่วนหนึ่งของ Motherboard หลักการเลือก Motherboard คือ ต้องพิจารณา Interface และ chip set ซึ่งสัมพันธ์กับชนิดของ CPU เป็นหลัก โดยสามารถสรุปคร่าว ๆ ในตารางดังต่อไปนี้

Interface
Processor
Socket 7
Socket 370
Slot 1
Slot A
Socket A
Cyrix, AMD K6-II, K6-II และ Pentium
Celeron, Pentium III, Celeron II
Celeron, Pentium II, Pentium III
Athlon, Thunderbird
Duron

Chipset
Processor
Intel 440BX
Intel 815
Intel 820, Intel 840
VIA 133A
AMD 750, AMD 760
VIA KX133, VIA KT133
Pentium II, Pentium III, Celeron
Pentium II, Pentium III, Celeron, Celeron II
Pentium II, Pentium III
Pentium II, Pentium III, Celeron
Athlon
Athlon

 

CASE

ชนิดของ Case ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นแบบทาวเวอร์ เพราะต้องใช้กับ Motherboard ชนิด ATX ซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่เหมาะใช้วางในแนวนอนเหมือนกับ Case สำหรับชนิด AT อย่างไรก็ตามลักษณะสีสันรูปร่างก็ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล แต่ถ้ามองถึงประโยชน์ใช้สอย Case แบบทาวเวอร์ได้เปรียบที่มีความสูงทำให้มีเนื้อที่สำหรับเพิ่ม Disk Drive ในภายหลังได้

 

HARD DRIVE

เป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่ง แต่สามารถเลือกซื้อได้ไม่ยาก สามารถพิจารณาได้จากราคาต่อความจุเป็น MB ถ้ามีราคาที่ต่ำกว่าก็จะได้ Hard Drive ที่คุ้มค่ากว่า อย่างไรก็ตามควรพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น ความเร็วในการหมุน มีตั้งแต่ 5400, 7200 ถึง 10,000 รอบต่อนาที Hard Drive ยิ่งมีความเร็วในการหมุนมาก ยิ่งทำให้อ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นยังมีเวลาในการเข้าถึงข้อมูล ตั้งแต่ 9, 8 และน้อยกว่า 6 ns และความเร็วในการส่งข้อมูลปัจจุบันใช้มาตรฐานเป็น Ultra DMA/66 ซึ่งมีความเร็วถึง 66MB/S การเลือกขนาดขึ้นอยู่กับความต้องการในการลงโปรแกรม หรือจำนวนข้อมูล แต่ไม่ควรเลือก HARD DRIVE ที่ต่ำกว่า 4GB เนื่องจากการพัฒนาของโปรแกรมและระบบปฎิบัติการซึ่งมีขนาดใหญ่ขี้นเรื่อย ๆ

 

FLOPPY DISK DRIVE

คอมพิวเตอร์ทุกๆ เครื่องจะมี Floppy Disk Drive ติดตั้งพร้อมกันเป็นมาตรฐาน เนื่องจากความต้องการในการถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่องที่ไม่มี Network โดยสื่อที่ใช้จุข้อมูลเป็น DISK ขนาด 3.5 นิ้ว จุข้อมูลได้ 1.44 MB

 

CD ROM DRIVE

คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะมี CD ROM Drive ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน โปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ในปัจจุบันจะถูกเก็บในรูปแบบ CD เพื่อความสะดวกเพราะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า 600 MB ต่อ 1 แผ่น การขนถ่ายข้อมูลจึงทำได้ง่ายและสามารถทำเป็นอุตสาหกรรมได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถเขียนหรือบันทึกข้อมูลลงบน CD ได้ ด้วย CD ROM Drive ธรรมดา ซึ่งใช้อ่านข้อมูลได้เท่านั้น ความเร็วในการอ่านข้อมูลก็มีแตกต่างกันไปตั้งแต่ 2X ถึง 50X โดยที่เครื่องความเร็วต่ำสุด 2X ก็ยังพอใช้งานได้ แต่จะมีปัญหาอ่านข้อมูลสะดุดเมื่อนำมาใช้งานมัลติมีเดีย หรือวีดีโอ จึงควรเลือกซื้อที่ความเร็วตั้งแต่ 8X ขึ้นไป เนื่องจาก CD WRITER ราคาถูกลงมากในปัจจุบัน ทำให้เป็นทางเลือกอีกทางสำหรับคนที่ต้องการเก็บข้อมูลจำนวนมาก เพราะสามารถบันทึกข้อมูลลงใน CD ROM ได้โดยตรงด้วยเครื่อง CD WRITER

 

DVD ROM

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของสื่อที่ใช้เก็บข้อมูลในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น DVD ซึ่ง DVD ย่อมาจาก Digital Video Disk DVD ROM ที่บันทึกได้ 2 หน้า มีความจุมากถึง 17 GB และชนิดบันทึกได้หน้าเดียวมีความจุ 4.7 GB แต่เนื่องจากราคาที่ยังสูงอยู่ จึงทำให้ไม่เป็นที่แพร่หลายนัก แต่ DVD จะมาแทนที่ CD ในไม่ช้า

 

KEYBOARD

คีย์บอร์ด เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลลงในโปรแกรม สำหรับคนที่เคยใช้คอมพิวเตอร์คงรู้จักคีย์บอร์ดเป็นอย่างดี จึงไม่ขอกล่าวในรายละเอียด การเลือกประเภทของคีย์บอร์ดดูได้จากจำนวนปุ่มที่ป้อนเป็นหลัก ซึ่งคีย์บอร์ดมาตรฐาน ได้แก่ ชนิด 101 คีย์ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ชนิด 104 คีย์ ซึ่งจะมีปุ่มพิเศษสำหรับ Windows 95 นอกจากนั้นยังมีคีย์บอร์ด ซึ่งออกแบบตามหลักสรีระการวางข้อมือในขณะพิมพ์ เรียกว่า Ergonomic keyboard ซึ่งมองดูเหมือนเป็นรอยหักแบ่งช่องตรงกลาง คีย์บอร์ดบางชนิดยังได้รวมอุปกรณ์ Trackball และ Finger Pad เพื่อความสะดวกในการนำมาใช้แทน Mouse เมื่อใช้งานบางโอกาส

 

MOUSE

มีความสำคัญมาก ใช้ควบคุมลูกศรให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะสำหรับใช้งานเมื่อต้องเลือก หรือเลื่อนวัตถุต่างๆ บนจอ Mouse ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ ได้แก่ 9 พิน Serial Port และ PS/2

 

SCANNER

มีประโยชน์เมื่อคุณต้องการทำสำเนาจากภาพหรือเอกสารในกระดาษเข้าไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรง เหมาะสำหรับใช้งานทางธุรกิจ โดยสามารถแบ่งได้ 3 ชนิดในเบื้องต้น ได้แก่ Hand Scanner, Page Scanner และ Flatbed Scanner โดยมีทั้งชนิดสีหรือขาวดำ Hand Scanner ใช้งานโดยการใช้มือถือแล้วลากผ่านแผ่นกระดาษหรือวัตถุที่ต้องการทำสำเนา Page Scanner ใช้วิธีป้อนกระดาษที่ต้องการลงไป คล้ายกับ Printer ซึ่งผลที่ได้จะต่างกันตรงที่เอกสารหรือภาพที่ถูกทำสำเนาจะเข้าหน้าจอแทนที่จะเป็นกระดาษที่ป้อนเข้า Flatbed Scanner มีลักษณะเหมือนเครื่องถ่ายเอกสารซึ่งทำงานคล้ายกัน โดยนำสิ่งที่ต้องการทำสำเนาเข้าถ่าย มีฝาปิด และจะทำการถ่ายสำเนาเข้าสู่หน้าจอ

 

MONITOR

Monitor หรือ จอภาพ มีมากมายหลายขนาด โดยมากจะเป็นขนาด 15 หรือ 17 นิ้ว ซึ่งใช้กันแพร่หลาย ขนาด 19 หรือ 21 นิ้วก็มีให้เลือก แต่มีราคาค่อนข้างสูงอยู่มาก การเลือกซื้อก็ขึ้นกับการใช้งาน หรือความชอบส่วนบุคคล ในปัจจุบันมี Monitor ชนิดจอแบนให้เลือกซื้อ ซึ่งมีขนาดเบาและประหยัดเนื้อที่กว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อคือขนาด Dot Pitch ซึ่งควรเลือกที่มีความละเอียดต่ำกว่า 0.28 นิ้ว Dot Pitch ที่เล็กย่อมให้ภาพที่มีความคมสูง

 

VIDEO CARD

เป็นอุปกรณ์ประกอบของคอมพิวเตอร์ซึ่งส่งภาพเข้าสู่ monitor โดยตรง ควรเลือก Video Card ที่เป็น SVGA Video Card มี Memory ของตัวเอง Memory เหล่านี้ช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูลภาพเข้าสู่จอ จึงควรเลือก Video Card ที่มี Memory ตั้งแต่ 4 MB ขึ้นไป หากต้องการใช้ในงาน Graphic ซึ่งมีการทำภาพ 3 มิติ ควรเลือก Video Card ที่มี 3D Accelerate ซึ่งมีให้เลือกทั้งของ nVidia, Matrox และ 3Dfx

 

PRINTER

เป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่ง เราใช้ Printer ในการพิมพ์ข้อมูลหรือรูปภาพจากโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ลงสู่กระดาษ ในเบื้องต้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ Dot matrix, Inkjet และ Laser printer

Dot Matrix Printer

มีราคาถูกที่สุดในจำนวน Printer ทุกชนิด Printer ชนิดนี้มีหลักการทำงานของกลไกการกระทบของแท่นพิมพ์ตัวอักษรผ่านผ้าหมึกลงบนกระดาษซึ่งเลื่อนไปตามแถว โดยที่ชนิด 24 pin จะให้ความละเอียดของงานสูงกว่าชนิด 9 pin แต่คุณภาพของงานก็ยังต่ำกว่าชนิด inkjet และ Laser Printer อย่างไรก็ตาม Printer ชนิดนี้ยังเป็นที่นิยมในงานเฉพาะที่ต้องพิมพ์ลงบนกระดาษที่ต้องทำสำเนาหลายแผ่นด้วยกระดาษหมืกสำเนา หรืองานที่ต้องพิมพ์กรอกลงบนกระดาษแบบฟอร์ม

Inkjet Printer

มีวิธีการทำงานโดยฉีดหมึกขนาดเล็กลงบนกระดาษ ซึ่งหมึกจะแห้งลงในเวลาอันรวดเร็ว คุณภาพที่ได้เกือบเทียบเคียงกับ Laser printer และมีคุณภาพในการพิมพ์ภาพสีที่สูงพอสมควร

Laser Printer

ให้คุณภาพที่สูงที่สุดในการพิมพ์ กลไกการทำงานมีความสลับซับซ้อน โดย Printer จะใช้ Laser Beam ควบคุมการเลื่อนของกระดาษ โดย toner จะพิมพ์ภาพลงบนกระดาษตามต้องการ Printer ชนิดนี้มีราคาสูงที่สุด รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาก็สูงตามไปด้วย แต่ด้วยคุณภาพที่สูงและความเร็วในการพิมพ์จึงเป็นที่นิยมใช้มากในทางธุรกิจ

 

MODEM

ปัจจุบันเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับคอมพิวเตอร์ใช้ในการส่งแฟกซ์ หรือ ใช้งานอินเตอร์เนต modem เป็นอุปกรณ์ ติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ กับคอมพิวเตอร์ โดยส่งและรับข้อมูลตามสายโทรศัพท์ Modem มีให้เลือกตามความเร็ว โดยที่ 56.6 kbps modem ซึ่งมีมาตรฐาน v.99 เป็นที่นิยมใช้กันมาก โดยที่ kbps ย่อมาจาก kilo bauds per second แต่อย่างไรก็ตาม modem ชนิด 33.6 และ 28.8 kbps ก็ยังมีใช้กันอยู่มาก ซึ่งการรับส่งข้อมูลไม่เร็วเท่าที่ควร ปัจจัยอื่น ๆ ที่นำมาพิจารณาเลือกซื้อคือ การติดตั้งแบบ Internal และ External แบบ Internal จะติดตั้งภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วน external modem เป็นอุปกรณ์ภายนอกซึ่งต่อพ่วงทาง Serial Port หรือ USB Port โดยที่มีราคาสูงกว่า Internal modem คุณภาพของทั้งสองชนิดไม่แตกต่างกันมาก การเลือกซื้อขึ้นอยู่กับความพอใจ